แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - กองบรรณาธิการ

หน้า: 1 ... 193 194 195 [196] 197 198
2926
รูปภาพ กิจกรรมพุทธศิลป์เพื่อการศึกษา
ณ โรงเรียนบ้านปาแดง
อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่


+ Sholarship & Charities <= Click



Link:
- www.multi-smart.com/gallery
-

2927
ไขปริศนาเลขบัตรประชาชนไทยทั้ง 13 หลัก อยากรู้มั้ย ว่าแต่ละตำแหน่งหมายถึงอะไร ค้นหาคำตอบได้ที่นี่

13 เลขนี้ มีความสำคัญยิ่ง เพราะเป็นการสำแดงตัวตน “ความเป็นคนไทยหรือคนในประเทศไทย” ที่ทำให้เราสามารถอาศัยอยู่ในประเทศไทย และใช้สิทธิอย่างถูกต้องตามกฎหมายได้

โดยความเป็นจริงแล้ว ไม่ว่าจะเรียนหรือทำอะไร ตัวเลขก็ล้วนมีเอี่ยว หรือมายุ่งเกี่ยวกับชีวิตประจำวันของคนเราเสมอ และในทางกลับกัน ตัวเลขบางตัวอาจจะทำให้เรามีความสุขขึ้นด้วยซ้ำ เช่น ตัวเลขเพิ่มขึ้นของเงินเดือนหรือโบนัส ตัวเลขในบัญชีรายรับ ตัวเลขมูลค่าเพิ่มของหุ้นที่เราซื้อ ฯลฯ ยกเว้น ตัวเลขดอกเบี้ยเงินกู้ ที่งามโดยไม่ต้องรดน้ำ หรือตัวเลขยอดหนี้ที่ยังไม่จ่าย ส่วนตัวเลขที่น่ารังเกียจอีกตัว คือ ตัวเลขอายุที่เพิ่มขึ้นของสาวๆ ที่ยังไม่แต่งงาน เป็นต้น

นอกเหนือจากที่กล่าวมาแล้ว ยังมี “ตัวเลข” ที่เกี่ยวพันกับความเชื่อต่างๆ ทั้งของไทยและต่างประเทศอีกหลายตัว เช่น คนไทยถือว่า เลข 9 เป็นเลขมงคล เพราะออกเสียงว่า “เก้า” ที่พ้องกับคำว่า “ก้าว” อันหมายถึง ความเจริญก้าวหน้า ด้วยเหตุนี้ ในปัจจุบัน เราจึงเห็นคนไทยจำนวนไม่น้อย ไปทัวร์ไหว้พระ 9 วัดเพื่อความเป็นสิริมงคล จนได้กลายมาเป็นการ “ทำบุญ” อีกรูปแบบที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย 

สำหรับฝรั่ง เขาจะถือว่า เลข 13 เป็นเลขอาถรรพ์ หรือเลขอัปมงคล  หรือเรียกกันว่า ลัคกี้นัมเบอร์ (Lucky number) สาเหตุมาจากอาหารมื้อสุดท้าย ของพระเยซูคริสต์ ที่เรียกกันว่า เดอะลาสซับเปอร์ (The Last Supper) นั้น มีสาวกร่วมโต๊ะพร้อมกับพระองค์ นับรวมแล้วได้ 13 คนพอดี ครั้นวันรุ่งขึ้นซึ่งตรงกับวันศุกร์ พระองค์ก็ถูกจับตรึงกางเขนจนสิ้นพระชนม์ เขาจึงถือว่าวันศุกร์ที่ตรงกับวันที่ 13 เป็นวันโชคร้าย

แม้ว่าเลข 13 จะเป็นเลขอาถรรพ์ของฝรั่ง แต่คนไทยโดยทั่วไป ไม่ได้ถือกับตัวเลขดังกล่าว และที่น่าสนใจคือ มี เลข 13 ที่เกี่ยวพันโดยตรงกับคนไทย ซึ่งเชื่อว่า คงมีคนอีกไม่น้อยไม่เคยทราบมาก่อน นั่นคือ เลขประจำตัวประชาชนในบัตรประชาชน หรือที่เดี๋ยวนี้เรียก สมาร์ทการ์ด ที่มีด้วยกัน 13 หลัก และแต่ละหลักก็มิใช่แค่เป็นเพียงจำนวนนับธรรมดาๆ แต่มีความหมายแฝงอยู่ด้วย ซึ่งกลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม ขอนำมาเสนอเพื่อเป็นความรู้ ดังนี้



สมมุติว่า เลขบัตรประชาชนของเราเขียนไว้ว่า 1 1001 01245 29 9  (เขียนเว้นวรรค ตามแบบ) แต่ละหลักก็จะมีความหมายดังนี้

หลักที่ 1 (คือหมายเลข 1 ในตัวอย่าง) จะหมายถึง ประเภทบุคคล ซึ่งมีอยู่ 8 ประเภทได้แก่

ประเภทที่ 1 คือ คนที่เกิดและมีสัญชาติไทย และได้แจ้งเกิดภายในกำหนดเวลา หมายความว่า เด็กคนใดก็ตามที่เกิดตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2527 เป็นต้นไป อันเป็นวันเริ่มแรกที่เขาประกาศให้ประชาชนทุกคน ต้องมีเลขประจำตัว 13 หลัก เมื่อพ่อแม่ผู้ปกครองไปแจ้งเกิดที่อำเภอ หรือสำนักทะเบียนในเขตที่อยู่ภายใน 15 วันนับแต่เกิดมา ตามที่กฎหมายกำหนด เด็กคนนั้นก็ถือเป็นบุคคลประเภท 1 และจะมีเลขประจำตัวขึ้นด้วยเลข 1 เช่น เด็กหญิงส้มจี๊ด เกิดเมื่อวันที่ 2 มกราคม 2527 และพ่อไปแจ้งเกิดที่เขตดุสิตภายในวันที่ 17 มกราคม 2527 เด็กหญิงส้มจี๊ด ก็จะมีหมายเลขประจำตัวขึ้นต้นด้วยเลข 1 และก็ต่อด้วยเลขหลักอื่นๆ อีก 12 ตัว เป็น 1 1001 01245 29 9 เป็นต้น ซึ่งเลขนี้จะปรากฏในทะเบียนบ้าน และจะเป็นเลขประจำตัว เมื่อส้มจี๊ดไปทำบัตรประชาชนตอนอายุ 15 ปี

ประเภทที่ 2 คือ คนที่เกิดและมีสัญชาติไทย ได้แจ้งเกิดเกินกำหนดเวลา หมายความว่า เด็กคนใดก็ตามที่เกิดตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2527 เป็นต้นไป แล้วบังเอิญว่าพ่อแม่ผู้ปกครองลืมหรือติดธุระ ทำให้ไม่สามารถไปแจ้งเกิดที่อำเภอหรือเขตภายใน 15 วันตามกฎหมายกำหนด เมื่อไปแจ้งภายหลัง เด็กคนนั้นก็จะกลายเป็นบุคคลประเภท 2 และจะมีเลขตัวแรกในทะเบียนบ้านขึ้นด้วยเลข 2 ทันที เช่น ในกรณีส้มจี๊ด หากพ่อไปแจ้งเกิดให้ ในวันที่ 18 มกราคม 2527 หรือเกินกว่านั้น ส้มจี๊ดก็จะมีเลขประจำตัวเป็น 2 1001 01245 29 9 ในทะเบียนบ้าน และเมื่อไปทำบัตรประชาชนในภายหน้า

ประเภทที่ 3 คือ คนไทยและคนต่างด้าว ที่มีใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ในสมัยเริ่มแรก (คือตั้งแต่ก่อนวันที่ 31 พฤษภาคม 2527) หมายความว่า บุคคลใดก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นคนไทย หรือคนต่างด้าว ที่มีใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ณ ที่ใดที่หนึ่งในประเทศไทย มาตั้งแต่ก่อนวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2527 คนนั้นถือว่าเป็นบุคคลประเภท 3 และก็จะมีเลขประจำตัวขึ้นต้นด้วยเลข 3 เช่น ส้มจี๊ด เกิดเมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ.2501 และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านแล้ว ส้มจี๊ดก็จะมีเลขประจำตัวในทะเบียนบ้าน และบัตรประชาชนเป็น 3 1001 01245 29 9

ประเภทที่ 4 คือ คนไทยและคนต่างด้าว ที่มีใบสำคัญคนต่างด้าวแต่แจ้งย้ายเข้า โดยยังไม่มีเลขประจำตัวประชาชน ในสมัยเริ่มแรก หมายความว่า คนไทยหรือคนต่างด้าว ที่มีใบสำคัญคนต่างด้าว ที่อาจจะเป็นบุคคลประเภท 3 คือมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเดิมอยู่แล้ว แต่ยังไม่ทันได้เลขประจำตัว ก็ขอย้ายบ้านไปเขตหรืออำเภออื่น ก่อนช่วงวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2527 ก็จะเป็นบุคคลประเภท 4 ทันที เช่น ส้มจี๊ดมีชื่ออยู่ในสำนักทะเบียนเขตคลองสาน มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2501 ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ 2527 ส้มจี๊ดก็ขอย้ายบ้านไปเขตดุสิต โดยที่ส้มจี๊ดยังไม่ทันได้เลขประจำตัวจากเขตคลองสาน พอแจ้งย้ายเข้าเขตดุสิต ส้มจี๊ดก็จะกลายเป็นบุคคลประเภท 4 มีเลขประจำตัวขึ้นต้นด้วย 4 กลายเป็น 4 1001 01245 29 9 ทันที แต่ถ้าส้มจี๊ดย้ายจากเขตคลองสานเดิม ไปเขตดุสิต หลังวันที่ 31 พฤษภาคม 2527 ส้มจี๊ดก็ยังเป็นบุคคลประเภท 3 อยู่ เพราะถือว่าจะได้เลขประจำตัวจากเขตคลองสานแล้ว จะย้ายอย่างไรก็ไม่เปลี่ยนแปลง

การกำหนดให้บุคคลเริ่มมีเลขประจำตัว 13 หลักในทะเบียนบ้านหรือบัตรประชาชน โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2527 เป็นต้นไป จนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2527 อันเป็นวันสุดท้าย ของการดำเนินการให้ประชาชน ที่ไม่มีเลขประจำตัวในบัตรหรือทะเบียนบ้าน ได้มีเลขประจำตัวจนครบแล้วนั้น ก็เพราะก่อนหน้านี้ ประเทศไทยยังไม่เคยมีการกำหนดเลขประจำตัวดังกล่าวมาก่อนเลย ดังนั้น ช่วงที่ว่าจึงเป็นระยะเวลาจัดระบบให้เข้าที่เข้าทาง เพราะหลังจากวันที่ 31 พฤษภาคม 2527 แล้ว ทุกคนจะต้องมีเลขประจำตัวเพื่อสำแดงตนว่า เป็นบุคคลประเภทใด โดยดูตามเงื่อนไขในแต่ละกรณี ซึ่งมีอีก 4 ประเภท คือ

ประเภทที่ 5 คือ คนไทยที่ได้รับอนุมัติให้เพิ่มชื่อ เข้าไปในทะเบียนบ้านในกรณีตกสำรวจ หรือกรณีอื่นๆ เช่น ส้มจี๊ดมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเขตดุสิตอยู่แล้ว แต่บังเอิญว่าตอนที่มีการสำรวจรายชื่อผู้อยู่ในบ้าน เกิดความผิดพลาดทางเทคนิค ทำให้ชื่อของส้มจี๊ดหายไปจากทะเบียนบ้าน เมื่อไปแจ้งเจ้าหน้าที่และตรวจสอบแล้วว่าตกสำรวจจริง หรือจะเป็นเพราะกรณีอื่นใดก็ตาม เจ้าหน้าที่ก็จะเพิ่มชื่อให้ แต่ส้มจี๊ดก็จะมีหมายเลขในทะเบียนบ้านเป็นบุคคลประเภท 5 และบัตรประชาชนจะขึ้นต้นด้วยเลข 5 ทันที คือ กลายเป็น 5 1001 01245 29 9

ประเภทที่ 6 คือ ผู้ที่เข้าเมืองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และผู้ที่เข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่อยู่ในลักษณะชั่วคราว กล่าวคือ คนที่มาอาศัยอยู่ในประเทศไทย แต่ยังไม่ได้สัญชาติไทย เพราะทางการยังไม่รับรองทางกฎหมาย เช่น ชนกลุ่มน้อยตามชายแดน หรือชาวเขา กลุ่มนี้ถือว่าเป็นผู้เข้าเมืองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่วนบุคคลที่เข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่อยู่ชั่วคราว เช่น นักท่องเที่ยวหรือชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทย แม้บางคนจะถือพาสปอร์ตประเทศของตน แต่อาจจะมีสามีหรือภริยาคนไทย จึงไปขอทำทะเบียนประวัติ เพื่อให้มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านสามีหรือภริยา คนทั้งสองแบบที่ว่า ถือว่าเป็นบุคคลประเภท 6 เลขประจำตัวในบัตรจะขึ้นต้นด้วยเลข 6 เช่น 6 1012 23458 12

ประเภทที่ 7 คือ บุตรของบุคคลประเภทที่ 6 ซึ่งเกิดในประเทศไทย คนกลุ่มนี้ในทะเบียนประวัติจะมีเลขประจำตัวขึ้นต้นด้วยเลข 7 เช่น 7 1012 2345 133

ประเภทที่ 8 คือ คนต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยถูกต้องตามกฎหมาย คือ ผู้ที่ได้รับใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว หรือคนที่ได้รับการแปลงสัญชาติเป็นสัญชาติไทย และคนที่ได้รับการให้สัญชาติไทย ตั้งแต่หลังวันที่ 31 พฤษภาคม 2527 เป็นต้นไปจนปัจจุบัน คนกลุ่มนี้เลขในทะเบียนประวัติจะขึ้นด้วยเลข 8 เช่น 8 1018 01234 24 7

คนทั้ง 8 ประเภทนี้ จะมีเพียงประเภทที่ 3, 4 และ 5 เท่านั้น ที่จะมีบัตรประชาชนได้เลย ส่วนประเภทที่ 1 และ 2 จะมีบัตรประชาชนได้ ก็ต่อเมื่อมีอายุถึงเกณฑ์ทำบัตรประจำตัวประชาชน คืออายุ 15 ปี แต่สำหรับบุคคลประเภทที่ 6, 7 และ 8 จะมีเพียงทะเบียนประวัติเล่มสีเหลืองเท่านั้น จะไม่มีการออกบัตรประชาชนให้

ต่อไปคือ หลักที่ 2 ถึงหลักที่ 5 (เลข 1001 ในตัวอย่างหรือสี่ตัวถัดไปจากตัวแรก) จะหมายถึง รหัสของสำนักทะเบียน หรืออำเภอที่เรามีชื่ออยู่ในทะเบียนขณะที่ให้เลข ซึ่งก็หมายถึงถิ่นที่อยู่ของเรานั่นเอง กล่าวคือ เลขหลักที่ 2 และ 3 จะหมายถึงจังหวัดที่อยู่ ส่วนหลักที่ 4 และ 5 หมายถึงเขตหรืออำเภอในจังหวัดนั้นๆ เช่น ถ้าเขียนว่า 1001 ก็หมายถึงว่า คุณอาศัยอยู่ที่กรุงเทพฯ ในเขตดุสิต เพราะ 10๐ ในหลักที่ 2 และ 3 หมายถึงกรุงเทพมหานคร ส่วนเลข 01 ในหลักที่ 4 และ 5 คือรหัสของสำนักทะเบียนเขตดุสิต หรือถ้าเขียนว่า 1101 ก็จะหมายถึง อยู่ที่จังหวัดสมุทรปราการ อำเภอเมือง เพราะ 11 แรกคือ รหัสจังหวัดสมุทรปราการ และ 01 หลัง คือ อำเภอเมืองสมุทรปราการ เป็นต้น

สำหรับ หลักที่ 6 ถึงหลักที่ 10 (เลข 01245 ในตัวอย่าง) จะหมายถึง กลุ่มที่ของบุคคลแต่ละประเภท ตามหลักแรก (หลักที่ 1) ซึ่งทางสำนักทะเบียนในแต่ละแห่ง ก็จะจัดกลุ่มเรียงไปตามลำดับ หรือหากเป็นเด็กเกิดใหม่ในปัจจุบัน เลขดังกล่าวก็จะหมายถึง เล่มที่ของสูติบัตร (ใบแจ้งเกิดที่อำเภอหรือเขตออกให้) ซึ่งก็คือเลขประจำตัวในทะเบียนบ้านของเด็กที่แต่ละอำเภอหรือเขตออกให้ และจะไปปรากฎในบัตรประชาชน เมื่อถึงอายุต้องทำบัตรนั่นเอง แต่ถ้ายังไม่ถึงเกณฑ์เลขนี้ ก็จะปรากฏอยู่แค่ในทะเบียนบ้านของเด็กเท่านั้น

หลักที่ 11 และ 12 (หมายเลข 29 ในตัวอย่างสมมุติ) จะหมายถึง ลำดับที่ของบุคคลในแต่ละกลุ่มประเภท เป็นการจัดลำดับว่าเราเป็นคนที่เท่าไรในกลุ่มของบุคคลประเภทนั้นๆ

หลักที่ 13 (เลข 9 ตัวสุดท้ายในตัวอย่าง) จะหมายถึง ตัวเลขสำหรับตรวจสอบความถูกต้องของเลขทั้ง 12 หลักแรกอีกที

สำหรับเลขตั้งแต่หลักที่ 6 ถึง 13 นี้เป็นการจัดหมวดหมู่ และเรียงลำดับบุคคลในแต่ละประเภทของสำนักทะเบียนในแต่ละท้องที่ ซึ่งเราก็คงไม่ต้องรู้รายละเอียดอะไรลึกไปกว่านี้ เพราะรู้แล้วอาจจะงงเปล่าๆ

เป็นเรื่องน่าแปลกว่า ตัวเลข 13 หลักที่เป็นหมายเลขในบัตรประชาชน หรือเลขประจำตัวประชาชนของเราแต่ละคนนี้ จะไม่มีการซ้ำกันเลย ผิดกับชื่อหรือนามสกุล ยังมีซ้ำกันได้ และจะเป็นเลขประจำตัวเราจนตาย ไม่มีการเปลี่ยน หรือยกให้คนอื่น และจากการสอบถามเจ้าหน้าที่ว่า ในอนาคตจะต้องมีการเติมเลข อย่างเลข 8 เข้าไปอีก เพราะเลขไม่พอใช้เหมือนโทรศัพท์มือถือหรือไม่ เขาก็บอกว่าคงอีกนาน อาจจะถึง 100 ปีโน่น เพราะการที่เขาแยกแยะบุคคลเป็นประเภทต่างๆ และยังแยกย่อยเป็นจังหวัดอำเภอ แล้วลงรายละเอียดไปเป็นกลุ่มๆในแต่ละประเภทอีกนั้น ทำให้เพดานหรือช่วงตัวเลขมีความห่างมาก จนสามารถรองรับจำนวนคนได้อีกมาก และหากใครสงสัย หรือมีปัญหาในเรื่องทะเบียนบ้าน ทะเบียนสมรส บัตรประชาชน ก็สามารถสอบถามไปได้ที่ สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง โทร. 1548

ตัวเลข 13 หลักที่กล่าวข้างต้น  เป็นเลขประจำตัวประชาชนของแต่ละคนนี้ แม้จะมิใช่ตัวเลขที่เราต้องใช้เป็นประจำในชีวิตประจำวัน ยกเว้นใช้ในการกรอกเอกสารบางอย่าง เช่น การเปิดบัญชีธนาคาร ฯลฯ แต่เลขนี้ก็มีความสำคัญยิ่ง เพราะเป็นการสำแดงตัวตน “ความเป็นคนไทยหรือคนในประเทศไทย” ที่ทำให้เราสามารถอาศัยอยู่ในประเทศไทย และใช้สิทธิอย่างถูกต้องตามกฎหมายได้

ขอขอบคุณข้อมูลข่าว :
อมรรัตน์ เทพกำปนาท สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม

Ref: วันที่ 04 ธันวาคม พ.ศ. 2551 เวลา 17:12:05 น.  มติชนออนไลน์  [ http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1228385167&grpid=01&catid=08 ]

2928
กิจกรรมสังสรรค์ส่งท้ายปีเก่า - ต้อนรับปีใหม่
ณ ถนนแจ้งวัฒนะ - ปากเกร็ด




+ http://multi-smart.com/walkrally/

2929


มอบทุนการศึกษา จำนวนนักเรียน 314 คน
กิจกรรมเพื่อการศึกษาและสังคม อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่


ขอบคุณสถานที่พัก หมู่บ้านมะขามป้อม เชียงดาว   มูลนิธิสื่อชาวบ้าน (มะขามป้อม)
477 ม. 7 ต.เชียงดาว อ.เชียงดาว จ. เชียงใหม่ 50170
โทรศัพท์/โทรสาร 053-456-016
E-mail : ctmkp @ yahoo.com , Inter @ makhampom.net, makhampom2 @ hotmail.com
- http://www.makhampom.net
- http://www.makhampomstudio.net
- Maps /

2930
ปฏิทินกิจกรรม / หลักสูตร การทำงานเป็นทีม
« เมื่อ: ธันวาคม 03, 2008, 11:27:57 AM »
หลักสูตร การทำงานเป็นทีม
จ.เพชรบูรณ์

บริหารหลักสูตรโดย สถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

2931
การพัฒนาทีมงานด้วยกิจกรรมวอล์คแรลลี่
บจก.เดนโซ่ (ประเทศไทย)
วันที่ 28 - 29 พฤศจิกายน 2551
Brookside Valley Resort

บริหารหลักสูตรโดย สถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (RDi)

2932
การเพิ่มประสิทธิภาพการบริการ ธนาคารกรุงไทย
วันที่ 29 - 30 พฤศจิกายน 2551
ณ ศูนย์ฝึกอบรมธนาคารกรุงไทย (เขาใหญ่) 
บริหารหลักสูตรโดย สถาบันวิจัยและพัฒนาบุคลากร (RDi)

บริษัท กรุงไทยธุรกิจบริการ จำกัด
KRUNG THAI GENERAL BUSINESS SERVICES CO., LTD.

เลขที่ 96/12 ซ.ลาดพร้าว 106 (บุญอุดม 1) แขวงวังทองหลาง
เขตวังทองหลาง กทม. 10310
โทร. 0-2791-9800-1

อาคารนานาเหนือ โทร.0-2208-3646
อาคารสุขุมวิท โทร.0-2208-8040
อาคารถนนศรีอยุธยา โทร.0-2245-3225
ศูนย์ฝึกอบรมธนาคารกรุงไทย (เขาใหญ่) โทร. 044-297-044

2933
Politics News / เครือข่ายหนังสือพิมพ์
« เมื่อ: ธันวาคม 03, 2008, 12:45:39 AM »
เครือข่ายหนังสือพิมพ์











2934
General Discussion / ถวายพระพร ออนไลน์
« เมื่อ: ธันวาคม 02, 2008, 11:55:29 PM »
ขอเชิญปวงชนชาวไทย
ร่วมลงนามถวายพระพรแด่
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

+ http://www.nationchannel.com/special/2008/father_day/

2935
General Discussion / สถานีวิทยุโทรทัศน์ ThaiPBS Online!
« เมื่อ: ธันวาคม 02, 2008, 01:50:11 PM »
สถานีวิทยุโทรทัศน์ ThaiPBS Online!
+ http://tvonline.thaicool.com/thaitv/asx/titv.asx
+ rtsp://202.43.34.236/tpbs

2936
สถานพยาบาล เจตนิน
อบรมหลักสูตร
การสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ
โดย
รองศาสตราจารย์วิกรณ์ รักษ์ปวงชน
สถาบันฝึกอบรมมัลติสมาร์ท

22 พฤศจิกายน 2551

2937
Politics News / การเมืองภาคประชาชน | PeoplePolitic.org
« เมื่อ: พฤศจิกายน 19, 2008, 09:23:42 PM »
การเมืองภาคประชาชน | PeoplePolitic.org

++ http://www.peoplepolitic.org ++

สำนักงานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย


สมัชชาประชาชนเพื่อการปฏิรูปการเมือง

++ http://papr.cpdthai.org ++


2938
การทำงานเป็นทีมโดยใช้จิตวิทยาทางบวก (+) (Positive Psychology)
โดย ผู้จัดการรายสัปดาห์ 17 พฤศจิกายน 2551 

        เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาผมได้รับเชิญไปเป็นวิทยากรนำสัมมนา การทำงานเป็นทีมอย่างมีความสุข ให้กับพนักงาน ผู้บริหาร ของบริษัทใหญ่แห่งหนึ่ง
       
        นอกเหนือจากการพูดถึงกติกาทั่วไปในการทำงานเป็นทีมโดยหลักการบริหารจัดการทั่วไปแล้ว ผมได้หยิบยกประเด็นของการฝึกให้ทุกคนมีความสุขแบบทันทีทันใด โดยใช้แนวประยุกต์ของจิตวิทยาทางบวก (Positive Psychology) ที่ผมถือว่าสำคัญมาก
       
        ถ้าพนักงานทุกคนมีความสุข หรือสามารถสร้างความรู้สึกสุขได้ทันที เขาจะพอใจชีวิต และช่วยทำให้คนอื่นและเพื่อนร่วมงานมีความสุขได้ด้วย ทำให้เกิดการเอื้ออาทร ช่วยเหลือร่วมมือซึ่งกันและกัน ทำให้งานขององค์กรประสบความสำเร็จได้ด้วยดี โดยทุกคนไม่ต้องถกเถียง เกี่ยงงาน หรือก้าวร้าวเข้าหากัน
       
        แนวคิดนี้ต้องอาศัยความเชื่อที่ว่า มนุษย์มีจุดแข็งที่ดี ๆ หรือจุดบวก (+) บางอย่างในตัวอยู่แล้ว เช่น ความรัก ความเมตตา ความอ่อนโยน อารมณ์ขัน ความคิดริเริ่ม ให้ค้นหาให้พบและให้บ่มเพาะจุดแข็งเหล่านี้ให้เติบโตและแตกแขนงได้มากขึ้น
       
        เขาจะเริ่มมีความสุขและประสานความสุขกับคนรอบ ๆ ข้าง รอบ ๆ ตัวมากขึ้น เข้าข่ายที่เรียกว่า “พากันสุข” เขาจะมองตัวเองดี มองคนอื่นดี อยากทำความดี และพัฒนาตัวเองจากบวก (+) น้อย ๆ ไปสู่บวก (+) มากขึ้น ๆ
       
        แต่ถ้าเราใช้ความคิดแบบเก่าโดยใช้จุดอ่อนหรือจุดลบ (-) ของมนุษย์มาเป็นตัวเริ่มต้น เช่น มนุษย์มีความเห็นแก่ตัว ก้าวร้าว เอาแต่ได้ อ่อนแอ เขาก็จะมองตัวเองและมองคนอื่นรอบตัวด้วยแนวคิดที่เป็นจุดอ่อนหรือจุดลบ (-) ตลอดไป กว่าจะพัฒนาจากลบให้เป็นศูนย์ (0) หรือบวก (+) ทำได้ยากมาก
       
        เขาจะมองตัวเองในแง่ไม่ดี ต่ำต้อย และมองคนอื่นแบบไม่ไว้ใจ ระแวง เพราะคิดว่าคนอื่นก็มีจุดลบ (-) หรือไม่ดีอยู่มาก
       
        การอยู่ในสังคมหรือการทำงานร่วมกันจึงเต็มไปด้วยอุปสรรค เพราะมาจากคนทุกคนมองตัวเองไม่ดี (โดยจับผิดและเชื่อว่าทุกคนมีจุดอ่อนอยู่มากนั่นเอง)
       
        ที่จริงมนุษย์เรามีทั้งจุดแข็ง (+) และจุดอ่อน (-) อยู่ที่เราจะนำจุดไหนมาเป็นจุดเริ่มต้นชีวิตเพื่อให้พัฒนาต่อไป
       
        แนวคิดจิตวิทยาทางบวก (+) นี้ เพิ่งเริ่มฮิตมาไม่นาน มีคนศึกษาและนำมาใช้กันมากขึ้น
       
        ถ้าเราเชื่อในสิ่งที่ดีมีคุณประโยชน์ต่อตัวเองและสังคมโดยไม่ผิดกฎหมายและศีลธรรมแล้ว เราควร “เชื่อ” ให้มาก ๆ เข้าไว้ เช่นแนวคิดจิตวิทยาทางบวก (+) นี้
       
        เพราะชีวิตจริง ๆ ของเราดำเนินไปแต่ละวันนี้เป็นไปตามความเชื่อนี่แหละ
       
        ด้วยความจริงแนวบวก (+) ทำให้เรามองข้ามการจับผิดมนุษย์แบบการคิดเชิงจิตวิเคราะห์อย่างเดิม ๆ หรือความเชื่อเกี่ยวกับการที่มนุษย์มีบาปดั้งเดิมติดตัวมา
       
        หันมามองแนวทางพัฒนาจุดแข็งจุดบวก (+) ของตัวเองที่มีอยู่แล้วทุกคนให้เติบโตมากขึ้น เพื่อนำพาไปสู่ชีวิตที่ดีขึ้น รู้จักและตระหนักตัวเองมากขึ้นในแง่ดี มีเป้าหมายชีวิตที่สร้างสรรค์เพื่อส่วนรวม เพื่อเกิดความปลื้มปิติ และรู้จักใช้เวลาในชีวิตที่เหลือเพื่อทำสิ่งที่ตัวเองชื่นชอบและสร้างสรรค์ ไม่ใช่ทำเพราะต้องการเงินหรือเป็นหน้าที่
       
        สุดท้ายผมขอให้ผู้เข้าสัมมนายืนขึ้นทีละคนเพื่อกล่าวคำขอบคุณใครบางคนในองค์กรของเขาอย่างจริงใจ ที่ได้มีส่วนช่วยเหลือหรือทำดีกับเขามาแล้ว
       
        เชื่อไหมครับ! บางคนยืนขึ้นและเลือกขอบคุณคนที่เขาเคยรู้สึกเกลียดที่สุดก่อนมาเข้าสัมมนาครั้งนี้ และสารภาพว่าเขาเคยรู้สึกเช่นนั้น แต่ขณะนี้เขาเปลี่ยนอคติมองแง่บวกได้แล้ว เขารู้สึกว่าคนที่เขาเกลียดจริง ๆ นั้นกลายเป็นคนที่มีบุญคุณแก่เขามหาศาล
       
        งานนี้ทุกคน Happy และจะร่วมงานกันต่อไป เป็นการทำงานเป็นทีมที่มีความสุข
       
        ส่วนตัวผมนั้น Happy มากกว่าใคร ๆ เพราะมีส่วนร่วมให้หลาย ๆ คนมีความสุขมากขึ้นจากการที่เขาเลิกมองตัวเองและคนอื่นทางลบ (-) กลายเป็นมองตัวเองและคนอื่นเป็นทางบวก (+) ได้


ที่มา:
- http://www.manager.co.th/mgrWeekly/ViewNews.aspx?NewsID=9510000136299
- http://multi-smart.com/walkrally/

2939
General Discussion / Say NO to Violence against Women
« เมื่อ: พฤศจิกายน 19, 2008, 12:42:55 PM »

www.novaw.or.th

ขอเชิญชวนให้ทุกท่าน  โปรดร่วมลงนาม เพื่อเป็น  1 เสียง รวมพลังที่จะร่วมกันต่อต้าน การใช้ความรุนแรง และล่วงละเมิด ต่อเด็กและผู้หญิง อันเป็นการแสดงจุดยืนของคนไทย ให้เป็นที่ประจักษ์ แก่ประชาคมโลก และเป็นที่ยอมรับของ สหประชาชาติ ให้ประเทศไทย อยู่ในชั้นแนวหน้า ของประเทศในภูมิภาคนี้ ที่ให้ความสำคัญ ในเรื่องดังกล่าว

           โปรดร่วมกันลงนาม เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นถึง พลังอันยิ่งใหญ่ของคนไทย ซึ่งนอกจากจะเป็น การร่วมกันต่อต้าน การใช้ความรุนแรงต่อสตรี แล้ว ยังจะเป็นการสร้าง ชื่อเสียง เกียรติภูมิ และศักดิ์ศรี ให้กับประเทศไทย อีกส่วนหนึ่งด้วย

หนึ่งเสียงของท่าน ช่วยยุติความรุนแรงต่อผู้หญิง

2940
General Discussion / ขำขัน - อาหารมื้อสุดท้าย
« เมื่อ: พฤศจิกายน 19, 2008, 11:12:28 AM »
อาหารมื้อสุดท้าย
นักโทษ 3 คน กำลังจะถูกนำตัวไปประหารชีวิต
เจ้าหน้าที่จึงถามตามธรรมเนียมว่า "ก่อนตายอยากกินอะไรเป็นมื้อสุดท้าย"
"ผมอยากกินพิซซ่า" คนแรกตอบ
เขาได้กินพิซซ่าถาดใหญ่พิเศษ และถูกนำตัวไปประหาร
"ผมอยากกินไก่ทอดเคเอฟซี" คนที่สองตอบ
เขาได้กินไก่ทอดเคเอฟซี แล้วก็ถูกนำตัวไปประหาร
"ผมอยากกินบัวหิมะพันปี" คนที่สามตอบ
"แต่นี่ยังไม่ถึงเวลาบัวหิมะพันปีออกเลยนะ" เจ้าหน้าที่บอก
นักโทษแสยะยิ้มแล้วพูดอย่างหน้าตาเฉย
"ไม่เป็นไรครับ ผมรอได้"

หน้า: 1 ... 193 194 195 [196] 197 198